วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

วันนี้เกร็ดความรู้มีพฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลังมาบอกกัน....
1. การนั่งไขว่ห้าง จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด
2. การนั่งกอดอก ทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรง หรือชาได้
3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ เป็นชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา
4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ
5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย
6. การยืนแอ่นพุง/หลังค่อม ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง
7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง
8. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋า โดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่าๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอด เพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้
9. การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อยๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ
10. การนอนขดตัว/นอนตัวเอียง ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง
รู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรจะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว จะได้ไม่ทำร้ายกระดูกสันหลังอีกต่อไป.
ข้อมูลจาก ซีเคร็ท เชพ เวลเนส เซ็นเตอร์
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สรุปการบริหารโครงการ

การบริหารโครงการ(Project Management)
โครงการ หมายถึง ข้อเสนอที่จะที่จะดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สำเร็จโดยมีการตระเตรียม และวางแผนงานไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในเรื่องหนึ่งความแตกต่างระหว่างแผนงานและโครงการ แผนงานจะประกอบด้วยโครงการมากกว่า 1 โครงการเป็นการดำเนินงานระยะยาว มีกระบวนการดำเนินการทั่วทั้งองค์การ วิธีการจัดทำแผนงานจะใช้วิธีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ลักษณะของโครงการ
- มีวัตถุประสงค์ชัดเจน
- มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด
- ดำเนินงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัด เวลา ต้นทุน คุณภาพ
วงจรการพัฒนาโครงการ
1.ช่วงระยะก่อนการบริหารโครงการ
2.ช่วงระยะการบริหารโครงการ
3.ช่วงระยะการบำรุงรักษา
การวางแผนโครงการ
-จุดมุ่งหมายของการวางแผน
-ปัจจัยที่ต้องคำนึงในการวางแผน
-ขั้นตอนการวางแผนโครงการ
1).กำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของงาน
2.)กำหนดผลิตภัณฑ์ที่จะต้องสงมอบและระบุรายการโครงสร้างงาน
3.)การจัดองค์กร
4.)กำหนดระบบการทำงานและระบบเอกสาร
5.)การกำหนดตารางเวลาจุดมุ่งหมายของการกำหนดตารางเวลาโครงการ จะต้องทำงานอะไรบ้าง ใช้เวลาเทาไหร่ ใช้ทรัพยากรอะไรเครื่องมือที่ใช้ในการจัดทำตารางเวลา ประกอบกิจกรรมช่วงเวลา กราฟแท่งแนวนอน
ลักษณะแผนผัง PDM ใช้กล่องสี่เหลี่ยมแทนงาน ลูกศรจะแทนความสัมพันธ์ระหว่างงานในหลายชนิด
ช่วงเริ่มดำเนินงาน ดำเนินการติดตามโครงการตามจุดตรวจสอบ ประเมินผลตามเกณฑ์การวัดผล ติดตามการสื่อสารภายในโครงการ การประชุมการติดตามดูแลโครงการ (Project Monitoring ) จะมีการติดตาม การวัดความก้าวหน้าระหว่างการดำเนินงาน
กระบวนการแก้ไขปัญหา มีการระบุปัญหา รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์หาสาเหตุ ทำแผนปฏิบัติ เป็นต้น
ความขัดแย้งในโครงการ สาเหตุ ประเภทความขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้ง ความตึงเครียดในโครงการ
รูปแบบการปิดโครงการ มีการปิดโครงการเมื่อแล้วเสร็จตามแผน การปิดโครงการกลางคัน การปิดโครงการามเดิม และปิดโครงการใหม่
การประเมินผลโครงการ หมายถึง การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ อันจะนำมาสู่การตัดสินใจ
วัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้การสนับสนุนงบประมาณอย่างพอเพียง ช่วยให้ทรัพยากรเกิดประโยชน์เต็มที่เพื่อให้ได้สารสนเทศที่สำคัญสำหรับผู้บริหารในการตัดสินใจความประหยัด การใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดในการผลิต ใช้ปัจจัยนำเข้าด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ความมีประสิทธิภาพ การเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยนำเข้ากับผลผลิต
ความมีประสิทธิผล เปรียบเทียบวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ของโครงการ
ขั้นตอนการจัดทำระบบการประเมินผลโครงการ
ขั้นที่ 1 กำหนดผลสัมฤทธิ์ที่ต้องการ
ขั้นที่ 2 กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน
ขั้นที่ 3 กำหนดวิธีการรวบรวมข้อมูล
ขั้นที่ 4 กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน
ขั้นที่ 5 รายงานผลสัมฤทธิ์
ขั้นที่ 6 ใช้ประโยชน์ข้อมูลจากการประเมินผลโครงการ

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า...(ท่านพุทธทาสภิกขุ)

จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า...(ท่านพุทธทาสภิกขุ)
จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า...

เขาเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา
เขาเป็นเพื่อนเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารด้วยกันกะเรา
เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสเหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง
เขาก็มี ราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา
เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราวเหมือนเรา
เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา
เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่
เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยทำ
เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง
เขาก็มักจะกอบโกย และเอาเปรียบเมื่อมีโอกาสเหมือนเรา
เขาก็มีสิทธิที่จะ บ้าดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา
เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่นถือมั่นอะไรต่างๆ เหมือนเรา
เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา
เขาเป็นเพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนากะเรา
เขาก็ทำอะไรด้วยความคิดชั่วแล่น และผลุนผลัน เหมือนเรา
เขามีหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา
เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเลือก (แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติสาธารณะเท่ากันกับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจจากเรา
เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัยจากเรา ตามควรแก่กรณี
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือเสรีนิยม ตามใจเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น
เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเรา สำหรับจะอยู่ในโลก ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น

จาก แก่นพุทธศาสน์ (พุทธทาส อินทปัญโญ)
ที่มา ธรรมจักร

สรุปการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

ความสำคัญและความหมายของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

1.ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนด้านสารสนเทศสำหรับบุคคลเป็นแนวคิดใหม่ที่ต้องอาศัยทักษะหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านการจัดการ ทั้งนี้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการงานและการดำรงชีวิตในยุคการเปลี่ยนแปลงดังเช่นปัจจุบัน แนวคิดนี้เรียกว่า การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลให้ประสบความสำเร็จมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้
1.1 วิเคราะห์ความต้องการด้านสารสนเทศของตนเอง
1.2 สำรวจและทดลองระบบ
1.3 พัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถกำหนดระบบที่เหมาะสมที่สุด
1.4 นำระบบที่ได้กำหนดแล้วมาใช้งาน
1.5 ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
2. ความหมายของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล เป็นแนวคิดที่อาศัยทักษะหลายด้านในการดำเนินการกับสารสนเทศทุกประเภทที่แต่ละบุคคลได้รับ ทั้งที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการงานหรือการดำรงชีวิต เพื่อให้สามารถนำสารสนเทศที่สำคัญหรือจำเป็นต่อบุคคลนั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พัฒนาการของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
1. ระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปกระดาษ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
2. ระบบสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านรูปลักษณ์ ระดับความสามารถในการทำงาน และราคา ซึ่งแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีความผกผันระหว่างขนาดของฮาร์ดแวร์และความสามารถในการทำงานของระบบ
3. ระบบจัดการสารสนเทศของกลุ่ม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสารสนเทศส่วนบุคคลของกลุ่มบุคคลที่ทำงานร่วมกันเข้าด้วยกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบและประเภทของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
1. องค์ประกอบของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
1.1 ส่วนรับเข้า ประกอบด้วย ความต้องการด้านสารสนเทศของผู้ใช้ และข้อมูลที่เข้าสู่ระบบ
1.2 ส่วนประมวลผล
1.3 ส่วนแสดงผล
2.ประเภทของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
2.1 ประเภทรูปลักษณ์ ได้แก่ โปรแกรมสำเร็จรูป และอุปกรณ์เฉพาะ เช่น เครื่องพีดีเอ
2.2 ประเภทฟังก์ชันการทำงาน เช่น ประเภทพื้นฐาน ประเภทกึ่งซับซ้อน และประเภทซับซ้อน
เกณฑ์การเลือกระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
การเลือกระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลมีเกณฑ์ที่ควรคำนึงถึงทั้งด้านผู้ที่ใช้ระบบและตัวระบบ ดังนี้
1. ด้านผู้ที่จะใช้ระบบ ควรพิจารณาถึงเป้าหมาย ความต้องการด้านสารสนเทศ และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
2. ด้านตัวระบบ ควรพิจารณาถึงความสามารถในการทำงาน ราคา ความยากง่ายในการใช้และการเรียนรู้ การสนับสนุนด้านเทคนิค การรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการทดลองใช้ระบบก่อนการตัดสินใจเลือกระบบใดระบบหนึ่ง


ระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

ระบบนัดหมาย
1. ระบบนัดหมายส่วนบุคคลระบบนัดหมายส่วนบุคคล หรือปฏิทินการทำงานส่วนบุคคลเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พบในระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลโดยทั่วไป ระบบนี้มีลักษณะคล้ายสมุดนัดหมายส่วนบุคคลที่เป็นกระดาษที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี
2. ระบบนัดหมายกลุ่มระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการนัดประชุม หรือที่เรียกว่าระบบนัดหมายกลุ่ม จัดเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนัดหมายบุคคล การใช้งานของระบบนัดหมายกลุ่มจะบังเกิดผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการ ประการแรก สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องใช้ระบบนัดหมายส่วนบุคคลในการบริหารเวลาของตนเอง และระบบนัดหมายส่วนบุคคลนั้นควรเป็นระบบเดียวกัน หากเป็นคนละระบบก็ต้องใช้รูปแบบของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้สามารถแสดงผลพร้อมกันได้ และอีกประการหนึ่งคือ ระบบนัดหมายส่วนบุคคลที่สมาชิกทุกคนใช้จะต้องสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบติดตามงาน
1. ระบบติดตามงานส่วนบุคคลระบบติดตามงานส่วนบุคคล เป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์ประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับนาฬิกาปลุกและเครื่องคิดเลข ที่มักเป็นส่วนเสริมอยู่ในระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแทบทุกระบบ ระบบติดตามงานบุคคลหมายถึง บัญชีรายการงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการระบบติดตามงานส่วนบุคคลมีระบบช่วยเตือนความจำ 3 รูปแบบ ได้แก่
- ป้อนข้อความเตือนความจำเข้าสู่ระบบนัดหมายส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ เพราะระบบทั้งสอง เชื่อมโยงกัน
- มีหน้าต่างเตือนความจำ แสดงขึ้นที่หน้าจอเมื่อมีการเปิดเครื่อง
- ส่งข้อความเตือนความจำผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้ใช้
2. ระบบติดตามงานกลุ่มบุคลากรทุกคนต้องใช้ระบบติดตามงานส่วนบุคคลในการบริหารงานและเวลาของตนเองและระบบที่ใช้ควรเป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ สำหรับระบบนัดหมายกลุ่ม คือมาตรฐานวี-กาเล็นดาร์
ระบบติดต่อสื่อสาร
1. ระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐานระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐานมีลักษณะคล้ายสมุดจดที่อยู่ที่เป็นกระดาษ แต่การค้นหาข้อมูลมีการจัดเรียงลำดับในลักษณะต่างๆตามวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้งาน เช่น เรียงตามชื่อสกุล ชื่อหน่วยงานที่สังกัด
2. ระบบติดต่อสื่อสารแบบซับซ้อน เช่น ระบบโทรศัพท์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์


เทคโนโลยีระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

เทคโนโลยีพีดีเอพีดีเอ (Personal Digital Assistant, PDA) เป็นเทคโนโลยีระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เฉพาะที่รวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน และได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะในการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว
1. คุณลักษณะของพีดีเอ
1.1 การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ มีการพิมพ์ การถ่ายโอนข้อมูล การเขียน การแปลงข้อมูล การพูด
1.2 การจัดเก็บสารสนเทศ
1.3 การสื่อสาร อาจเป็นได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย
1.4 การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
1.5 การถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนข้อมูล
2. ช่องทางการสื่อสารของพีดีเอ
2.1 เทคโนโลยีเซลลูลาร์
2.2 เทคโนโลยีอินฟราเรด
ระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ
1. จุดเด่นของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ
1.1 การไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่
1.2 การแสดงสารสนเทศในลักษณะมัลติมีเดีย

2. มาตรฐานสำคัญของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บในปัจจุบันมาตรฐานที่กำลังเป็นที่นิยมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างระบบติดต่อสื่อสาร คือ มาตรฐานวี-การ์ด เช่น การนำมาใช้ประโยชน์ด้านนามบัตรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างระบบนัดหมายและระหว่างระบบติดตามงาน คือ มาตรฐานวี-กาเล็นดาร์

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

หนอนนาโนขนาดจิ๋ว: ความหวังใหม่ของการค้นหาเนื้องอก


นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย San Diego, มหาวิทยาลัย Santa Barbara และ MIT ได้ทำการพัฒนา “หนอนนาโน” หรือ nanoworms ที่สามารถเดินทางผ่านเข้าไปในกระแสเลือดโดยไม่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อไปทำการค้นหาแหล่งของเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งได้ การค้นพบครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Materials ทำให้นึกถึงภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ในปี 1966 เรื่อง Fantastic Voyage ที่มีเรือดำน้ำที่สามารถหดตัวได้เหลือขนาดเพียงระดับไมโคร แล้วถูกฉีดเข้าไปในกระแสเลือดเพื่อไปกำจัดก้อนเลือดที่แข็งตัวในสมองของท่านทูตในการใช้หนอนนาโนนี้ แพทย์จะสามารถหาเป้าหมายและแสดงตำแหน่งของเนื้องอกที่กำลังก่อตัวได้ในที่สุด แม้ขนาดของเนื้องอกจะเล็กมากจนวิธีปกติที่ใช้ไม่สามารถค้นพบได้ ปริมาณของยาที่จะใช้ในการลำเลียงไปด้วยขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของเนื้องอกที่พบ โดยในอนาคตคาดว่า หนอนนาโนจะช่วยในการนำยาต้านมะเร็งที่เป็นพิษกับเนื้องอกเหล่านี้เข้าไปรักษาได้ในปริมาณความเข้มข้นสูง โดยไม่ไปส่งผลเสียต่ออวัยวะของร่างกายส่วนอื่น ๆ

สรุปงานหน้าห้อง 30/06/51

กลุ่มที่ 1

บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการสารสนเทศการสื่อสารและการจัดการทั่วไป

ลักษณะงานสำนักงานทั่วไปงานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศในสำนักงาน อาจจำแนกได้ดังนี้

1.1 งานรับข้อมูลและสารสนเทศ

1.2 การเก็บบันทึกข้อมูลและสารสนเทศ

1.3 การประมวลผลข้อมูล

1.4 การจัดทำเอกสารธุรกิจ

1.5 การสื่อสารข้อมูลและเอกสารธุรกิจ

ระบบสำนักงานอัตโนมัติกับการจัดการสารสนเทศ
ระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งเป็นเครือข่ายในสำนักงานอัตโนมัติจะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศระหว่างสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงานต่างๆในเครือข่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำโครงการ และการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินงานต่างๆ โดยการเผยแพร่และสื่อสารสารสนเทศไปยังกลุ่มต่างๆเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ทันสมัย เป็นปัจจุบัน เหล่านี้ทำให้การดำเนินงานในสำนักงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
1. การสื่อสารทั่วไปในสำนักงานการสื่อสาร หมายถึง การสื่อข้อความระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยปกติเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ รวมถึงการสนทนาในรูปแบบต่างๆ การใช้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในปัจจุบันสื่อดังกล่าวทำงานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์

2. บทบาทของการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน

2.1 การเชื่อมโยงการทำงานของผู้บริหารและพนักงาน

2.2 การเชื่อมโยงสำนักงานกับหน่วยงานภายนอก

2.3 การประชาสัมพันธ์

2.4 การช่วยค้นหาข้อมูลข่าวสาร

3. เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน

3.1 การสื่อสารข้อมูล เป็นการนำเทคโนโลยีและวิธีการในการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆ โดยทั่วไปมี 5 ขั้นตอน คือ การสร้างข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ส่ง นำข้อมูลมาสร้างเป็นสัญญาณเพื่อใช้ส่ง ส่งสัญญาณดังกล่าวไปเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ทำการแปลงสัญญาณที่รับ และประมวลผลยังจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาของการสื่อสาร มีดังนี้

3.1.1 การพิจารณาอุปกรณ์ต่อพ่วง

3.1.2 การเลือกตัวกลางสื่อสารที่เหมาะสม

3.1.3 การกำหนดเกณฑ์วิธีในการสื่อสาร

3.2 เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตถูกใช้ในการสื่อสารด้วยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล โดยมีผู้ให้บริการ และผู้สร้างสื่อเผยแพร่มากขึ้น

4. การนำอินเทอร์เน็ตไปใช้ในสำนักงาน

4.1 การประชาสัมพันธ์

4.2 การสื่อสาร

4.3 การทำงานทางไกล
บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการทั่วไป

1. บทบาทต่อการจัดการทั่วไปการจำแนกบทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการบริหารจัดการทั่วไป อาจทำได้หลายประเด็น

1.1 คุณภาพของการจัดการ

1.1.1 การวางแผน

1.1.2 การจัดองค์การและการจัดการบุคลากร

1.1.3 การบริหารงบประมาณ

1.1.4 การบริหารงานโครงการ

1.1.5 การควบคุมการปฏิบัติงานในสำนักงาน

1.1.6 การทำรายงาน

1.2 คุณภาพของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน

1.2.1 การประสานงาน

1.2.2 สารสนเทศ

1.2.3 การตัดสินใจ

1.3 การทำงานเป็นทีม

กลุ่มที่ 2
การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคล

1. ประเภทของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคลเมนชิง (Munching 1991) แบ่งระดับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็น 4 ระดับ

ผู้ใช้โดยตรง เขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือช่วยสร้างโปรแกรม

ผู้ใช้โดยอ้อม ใช้สารสนเทศที่สร้างจากสารสนเทศ แต่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง

ผู้ใช้โดยไม่เขียนโปรแกรม มีปฏิสัมพันธ์กับระบบด้วยการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์จากระบบ

นักคอมพิวเตอร์อาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ออกแบบระบบ และเขียนโปรแกรม


กลุ่มที่ 3

แนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูลในสำนักงาน การจัดการข้อมูลในสำนักงาน แนวทางในการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงานพร้อมตัวอย่าง

ฐานข้อมูล (database) คือ แหล่งรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในด้านใดด้านหนึ่งจัดเก็บให้เป็นระเบียบ ข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูลประโยชน์ของฐานข้อมูล
-การลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บข้อมูล
-การลดความขัดแย้งหรือความต่างกันของข้อมูล
-การพัฒนาระบบใหม่ทำได้สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาสั้น และมีค่าใช้จ่ายต่ำลง
-การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลทำได้ง่าย
-การทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น
- ความสามารถในการป้องกันการสูญหายของข้อมูลหรือป้องกันฐานข้อมูลถูกทำลาย เครื่องมือในการจัดการฐานข้อมูลเครื่องมือหลัก คือ ระบบจัดการฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมที่เขียนที่อำนวยความสะดวกในการจัดทำและนำข้อมูลจากฐานข้อมูลมาใช้งาน รวมทั้งการมีระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลโครงสร้างของฐานข้อมูล แบ่งเป็น โครงสร้างเชิงกายภาพและ โครงสร้างเชิงตรรกะ
แนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงาน
1. การศึกษาเบื้องต้นเพื่อจัดทำฐานข้อมูล
2. การออกแบบฐานข้อมูล
3. การจัดทำและนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล
4. การทดสอบและประเมินผล
5. การใช้งานฐานข้อมูล
6. การบำรุงรักษา

กลุ่มที่ 4
ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน

1. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลในสำนักงาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ

1.1 คน ในที่นี้มี 2 กลุ่ม คือ

1.1.1 พนักงานของหน่วยงานที่ไม่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล

1.1.2 พนักงานของหน่วยงานที่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล

1.2 ฮาร์ดแวร์

1.3 ซอฟต์แวร์

1.4 ไวรัสคอมพิวเตอร์

1.5 ภัยธรรมชาติ
2. รูปแบบของการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ข้อมูล
ดาต้าดิดดลิ่ง, ม้าโทรจัน, การโจมตีแบบซาลามิ, แทรปดอร์, การสงครามแบบอิเล็กทรอนิกส์, ลอจิกบอมบ์, อีเมลบอมบ์
3. อาชญากรคอมพิวเตอร์ ) คือคนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และข้อมูล
ไวรัสคอมพิวเตอร์
หมายถึง โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยมีความสามารถในการแพร่กระจายจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
การกำหนดการใช้ข้อมูล เป็นการกำหนดสิทธิ์และการได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูล ได้แก่ การใช้
(card), (key). (badge), การใช้รหัสเพื่อเข้าสู่ระบบ, การใช้ลายเซ็นดิจิทัล, การตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ก่อนเข้าสู่ระบบ เช่น การอ่านลายนิ้วมือ
การเข้ารหัส เป็นกระบวนการเข้ารหัส ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโดยการแปลงเนื้อหาทีปรากฏให้ไม่สามารถเข้าใจได้ข้อมูลที่เข้ารหัสจะต้องผ่านกระบวนการถอดรหัสเพื่อถอดรหัสให้เหมือนข้อความต้นฉบับ
การควบคุมการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล เป็นการกำหนดระดับของสิทธิ์ในการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล การควบคุมการตรวจสอบ, การควบคุมคน, การควบคุมระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ
การมีโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ และการจัดทำแผนรองรับกรณีเหตุร้ายหรือแผนฉุกเฉิน